วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Multi Touch

 Multi Touch คืออะไร?




 
   เทคโนโลยีปัจจุบันอย่างหนึ่งของโทรศัพท์มือถือ, Tablet หรือคอมพิวเตอร์ ที่ได้รับความนิยมอย่างหนึ่งก็คือ ระบบหน้าจอสัมผัส (Touch Screen) ซึ่งอุปกรณ์อันทันสมัยเหล่านี้ก็เริ่มที่จะนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้งาน หากคุณเคยเห็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งในโบรชัวร์ว่า “รองรับ Multi Touch” คุณอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะมันคืออะไร 

   Multi Touch ถ้าแปลแบบไม่ต้องจบเมืองนอกมาก็แบบได้ว่า สัมผัสหลาย(จุด) นั่นก็คือ คุณสมบัติอีกขั้นหนึ่งของระบบหน้าจอสัมผัส โดยสมัยก่อน เวลาที่คุณใช้งานพวกอุปกรณ์ที่รองรับการสัมผัสหน้าจอ จะเห็นได้ว่า คุณสามารถสัมผัสหน้าจอได้ทีละจุด หากใช้นิ้วจิ้มพร้อมๆ กันทั้งสองจุด เครื่องจะไม่เข้าใจคำสั่งของคุณ (ซึ่งจะเห็นได้จะอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ประเภท PDA หรือ POS (ที่แคชเชียร์ชอบใช้กันนั่นแหละ)

    เมื่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมีมากขึ้น ทำให้มีการคิดระบบ Multi Touch ขึ้นมาเพื่อให้การใช้งานระบบหน้าจอสัมผัสได้ง่ายขึ้นและหลากหลายขึ้น (ซึ่งในปัจจุบัน อุปกรณ์บางรุ่นสามารถรองรับระบบ Multi Touch ได้ที่เดียวพร้อมกันถึง 10 จุด!! :o

   ระบบ Multi Touch มีประโยชน์อย่างไร? 
   1.ช่วยในการใช้งานบางโปรแกรมให้ใช้สะดวกขึ้น เช่นโปรแกรมดูรูป หากมีระบบ Multi Touch คุณสามารถใช้นิ้วสองนิ้วในการหมุนรูป ซูมเข้า-ซูมออก,ปรับแต่งแก้ไขรูปภาพได้ง่ายขึ้น 
   2.ช่วยให้การใช้งานระบบหน้าจอสัมผัสง่ายขึ้นและช่วยลดขั้นตอนการใช้งานโปรแกรมต่างๆ เช่นโปรแกรมดูหนัง,ฟังเพลง 
   3.ช่วยลดปุ่มกดต่างๆ บนอุปกรณ์เหล่านี้ลงไปได้ด้วย โดยคุณลองสังเกตดูว่า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์สมัยนี้จะไม่ค่อยมีปุ่มต่างๆ อยู่บนตัวเครื่องและด้านข้างเลย ทุกอย่างสามารถสั่งงานได้ผ่านหน้าจอหมดแล้ว
   4.ช่วยในการเล่มเกมส์ให้มีความสนุกยิ่งขึ้น เกมส์บางเกมส์จะเล่นได้สนุกยิ่งขึ้น เมื่อมีระบบ Multi Touch เพิ่มเข้ามาด้วย (จะเห็นตัวอย่างได้จากเกมส์บนโทรศัพท์มือถือ iPhone หรือ iPad) 
   5.ช่วยในการใช้อินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น โดยช่วยในการย่อขยายรูปภาพหรือตัวอักษรบนหน้าเว็บเพจ เพื่อให้อ่านได้ง่ายขึ้น
   ถ้าคุณต้องการจะซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ Tabletที่มีระบบหน้าจอสัมผัส ขอแนะนำว่า อย่าลืมพิจารณาการรองรับ Multi Touch ด้วย  เพราะเชื่อว่า ต่อไปมันจะเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ควรจะต้องมีในระบบหน้าจอสัมผัสแล้ว

GPS

GPS คืออะไร







    ระบบกำหนดตำแหน่งบนโลก[1] หรือ จีพีเอส (อังกฤษ: Global Positioning System: GPS) คือระบบบอกตำแหน่งบนพื้นผิวโลก โดยอาศัยการคำนวณจากความถี่สัญญาณนาฬิกาที่ส่งมาจากดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบโลกซึ่งทราบตำแหน่ง ทำให้ระบบนี้สามารถบอกตำแหน่ง ณ จุดที่สามารถรับสัญญาณได้ทั่วโลก โดยเครื่องรับสัญญาณจีพีเอส รุ่นใหม่ๆ จะสามารถคำนวณความเร็วและทิศทางนำมาใช้ร่วมกับโปรแกรมแผนที่ เพื่อใช้ในการนำทางได้

    แนวคิดในการพัฒนาระบบจีพีเอส เริ่มต้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957 เมื่อนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา นำโดย Dr. Richard B. Kershner ได้ติดตามการส่งดาวเทียมสปุตนิกของโซเวียต และพบปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ของคลื่นวิทยุที่ส่งมาจากดาวเทียม พวกเขาพบว่าหากทราบตำแหน่งที่แน่นอนบนพื้นผิวโลก ก็สามารถระบุตำแหน่งของดาวเทียมได้จากการตรวจวัดดอปเปลอร์ และหากทราบตำแหน่งที่แน่นอนของดาวเทียม ก็สามารถระบุตำแหน่งบนพื้นโลกได้ ในทางกลับกัน 

    กองทัพเรือสหรัฐได้ทดลองระบบนำทางด้วยดาวเทียม ชื่อ TRANSIT เป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1960 ประกอบด้วยดาวเทียมจำนวน 5 ดวง ส่วนดาวเทียมที่ใช้ในระบบจีพีเอส (GPS Block-I) ส่งขึ้นทดลองเป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1978 เพื่อใช้ในทางการทหาร

    เมื่อ ค.ศ. 1983 หลังจากเกิดเหตุการณ์โคเรียนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 007 ของเกาหลีใต้ บินพลัดหลงเข้าไปในน่านฟ้าของสหภาพโซเวียต และถูกยิงตก ผู้โดยสาร 269 คนเสียชีวิตทั้งหมดประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนได้ประกาศว่า เมื่อพัฒนาระบบจีพีเอสแล้วเสร็จ จะอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปใช้งานได้

    ดาวเทียมจีพีเอส เป็นดาวเทียมที่มีวงโคจรระดับกลาง (Medium Earth Orbit: MEO) ที่ระดับความสูงประมาณ 20,200 กิโลเมตร (12,600 ไมล์ หรือ 10,900 ไมล์ทะเล) จากพื้นโลก ใช้การยืนยันตำแหน่งโดยอาศัยพิกัดจากดาวเทียมอย่างน้อย 4 ดวง ดาวเทียมจะโคจรรอบโลกเป็นเวลา 12 ชั่วโมงต่อหนึ่งรอบ ที่ความเร็ว 4 กิโลเมตร/วินาที การโคจรแต่ละรอบนั้นสามารถได้เป็น 6 ระนาบๆ ละ 4 ดวง ทำมุม 55 องศา โดยทั้งระบบจะต้องมีดาวเทียม 24 ดวง หรือมากกว่า เพื่อให้สามารถยืนยันตำแหน่งได้ครอบคลุมทุกจุดบนผิวโลก ปัจจุบัน เป็นดาวเทียม GPS Block-II มีดาวเทียมสำรองประมาณ 4-6 ดวง

4 G


4 G

เทคโนโลยี 4G ( Forth Generation )


   เทคโนโลยี 4จี เป็นเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงชนิดพิเศษ หรือเป็นเส้นทางด่วนสำหรับข้อมูลที่ไม่ต้องอาศัยการลากสายเคเบิล โดยระบบเครือข่ายใหม่นี้ จะสามารถใช้งานได้แบบไร้สาย รวมถึงคุณสมบัติการเชื่อมต่อเสมือนจริงในรูปแบบสามมิติ (three-dimensional) ระหว่างผู้ใช้โทรศัพท์ด้วยกันเอง นอกจากนั้น สถานีฐาน ซึ่งทำหน้าที่ในการส่งผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่จากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง และมีต้นทุนการติดตั้งที่แพงลิ่วในขณะนี้ จะมีให้เห็นกันอย่างแพร่หลายเช่นเดียวกับหลอดไฟฟ้าตามบ้านเลยทีเดียว สำหรับ 4จี จะสามารถส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สายด้วยระดับความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้นถึง 100 เมกะไบต์ต่อวินาที ซึ่งห่างจากความเร็วของชุดอุปกรณ์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ที่ระดับ 10 กิโลบิตต่อวินาที

ลักษณะเด่นของ 4G
     4G คือ Forth Generation ซึ่งในบ้านเรายังไม่มีให้เห็นกัน เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีสื่อสารในยุค 4G เรื่องความเร็วนั้นเหนือกว่า 3G มาก คือทำความเร็วในการสื่อสารได้ถึงระดับ 20-40 Mbps เมื่อเทียบกับความเร็วที่ได้จาก 3G นั้นคนละเรื่องกันเลย ที่ญี่ปุ่นนั้นเครือข่ายโทรศัพท์ที่ใช้เทคโนโลยี 4G สามารถให้บริการรับชมรายการโทรทัศน์ผ่านมือถือได้แล้ว หรือจะโหลดตัวอย่างภาพยนตร์มาชมบนโทรศัพท์มือถือก็มีให้เห็นเช่นกัน ทำไมญี่ปุ่นถึงรีบกระโดดไปสู่ยุค 4G กันเร็วเหลือเกิน คำตอบง่าย ๆ ก็คือ ดิจิตอลคอนเทนต์ เป็นตัวผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นนั่นเอง เมื่อผู้ให้บริการหลายหลายรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยจำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายที่มีความเร็วสูง สามารถรับส่งข้อมูลได้ในปริมาณมาก ๆ ดังนั้น การผลักดันตัวเองให้เข้าสู่ยุค 4G ที่ใช้เทคโนโลยีที่เหนือกว่า 3G ก่อนคู่แข่ง? น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด

ทำไมจึงอยากได้ 4G
     เป็นคำถามที่น่าสนใจ มีเหตุผลอะไรจึงอยากได้เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคที่ 4 หรือ 4G กันมาก ถ้าจะสรุปเป็นคำตอบก็คงจะได้หลายประการด้วยกัน ซึ่งจะกล่าวถึงพอเป็นสังเขปดังนี้
1. สนับสนุนการให้บริการมัลติมีเดียในลักษณะที่สามารถโต้ตอบได้ เช่น อินเทอร์เน็ตไร้สาย และ เทเลคอนเฟอเรนซ์? เป็นต้น
2. มีแบนด์วิทกว้างกว่า? สามารถรับ-ส่งข้อมูลด้วยอัตราความเร็ว (bit rate) สูงกว่า 3G
3. ใช้งานได้ทั่วโลก (global mobility) และ service portability
4. ค่าใช้จ่ายถูกลง
5. คุ้มค่าต่อการลงทุนด้านโครงข่าย

พัฒนาการของ 4G สำหรับมาตรฐานต่างๆ
     หากพิจารณาในบริบทของมาตรฐานเทคโนโลยีระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เซลลูลาร์แบบดิจิทัลที่ใช้งานกันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ค่ายใหญ่ๆ คือ จีเอสเอ็ม (GSM) และ ซีดีเอ็มเอ (CDMA) แล้วสามารถสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบลำดับพัฒนาการของมาตรฐานได้ดังตารางข้างล่างนี้



ในการพัฒนาเทคโนโลยี 4G ของ GSM กับ CDMA นั้น ยังคงแข่งขันกันอยู่ต่อไป กล่าวคือGSM จะพัฒนาสู่ 4G โดยใช้รูปแบบการเข้าถึง (access type) เป็น UMTS LTE (Universal Mobile Telephone System ? Long term Evaluation) คาดหมายว่า จะสามารถทำความเร็วในการดาวน์ลิงค์ / อัพลิงค์ได้ที่ 100 mbps / 50 mbps      ในขณะที่ CDMA ใช้รูปแบบการเข้าถึงเป็น CDMA EV-DO Rev.C (กล่าวคือ เป็น UMB หรือ Ultra-mobile broadband) และมีความเร็วในการดาวน์ลิงค์ / อัพลิงค์ที่ 129 mbps / 75.6 mbps  ตัวเลขความเร็วของทั้งสองค่ายจะเป็นราคาคุยหรือไม่คงต้องติดตามผลกันต่อไป

ประวัติส่วนตัว

ประวัติส่วนตัว







ชื่อ นางสาว สุภนิดา  นามสกุล มากสมบูรณ์ ชื่อเล่น กิ๊บ

อายุ 15 กรุ๊ปเลือด บี

เกิดวัน พุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2541

กำลังศึกษาอยู่โรงเรียน กระทุ่มแบน "วิเศษสมุทคุณ"

ชั้น ม. 4/6 เลขที่ 30

ชอบสี ฟ้า

อนาคตอยากเป็น ทนาย